ผู้ตรวจการแผ่นดินไทย จับมือคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและคุ้มครองสิทธิพลเมือง (ACRC)

0
124

 

ผู้ตรวจการแผ่นดินไทย จับมือคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและคุ้มครองสิทธิพลเมือง (ACRC)แห่งสาธารณรัฐเกาหลีลงพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ศึกษาการแก้ไขปัญหามลภาวะทางกลิ่นจากบ่อขยะแพรกษาใหม่และตรวจสอบโครงการบริหารจัดการขยะชุมชนโดยวิธีเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนแบบครบวงจร

21 พฤศจิกายน 2561 – สมุทรปราการ  นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วยนายวทัญญู ทิพยมณฑา รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้การต้อนรับ และนำคณะ นายควอน คุณซัง (Mr. Kwon Kunsang) อธิบดีกรมผู้ตรวจการแผ่นดิน จากคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและสิทธิพลเมืองแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (Anti-Corruption and Civil Rights Commission : ACRC ) ลงพื้นที่โรงงานกำจัดขยะแพรกษาใหม่เพื่อศึกษากระบวนการแก้ไขปัญหากรณีประชาชนเดือดร้อนจากมลภาวะทางกลิ่นจากบ่อขยะแพรกษาใหม่ พร้อมตรวจสอบมาตรการบริหารจัดการขยะชุมชนโดยวิธีเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนแบบครบวงจร ณ พื้นที่บ่อขยะแพรกษาใหม่ บริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ

นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงการลงพื้นที่ครั้งนี้ว่า ในโอกาสที่นาย ควอน คุณซัง (Mr. Kwon Kunsang) อธิบดีกรมผู้ตรวจการแผ่นดิน จากคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและสิทธิพลเมืองแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (ACRC) ได้เดินทางมาเยือนผู้ตรวจการแผ่นดินของประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2561 วันนี้จึงได้เชิญร่วมลงพื้นที่เพื่อศึกษาดูงานเชิงประจักษ์ในการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนที่ประสบผลสำเร็จของผู้ตรวจการแผ่นดินไทย โดยเป็นการลงพื้นที่ศึกษาการดำเนินงานการแก้ไขปัญหากรณีมลพิษจากกลิ่นขยะรบกวนของบ่อฝังกลบขยะมูลฝอยแพรกษาใหม่ ที่เป็นแหล่งรองรับการฝังกลบขยะมูลฝอยเพียงแห่งเดียวจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตจังหวัดสมุทรปราการประมาณ 40 แห่ง บนเนื้อที่ 159 ไร่ 45 ตารางวา เป็นปัญหาเรื้อรังส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่มากว่า 20 ปี โดยที่ผ่านมาผู้ตรวจการแผ่นดินได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหา พร้อมหารือร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง และมีการติดตามความคืบหน้าการเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทั้งหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ปัจจุบันจังหวัดสมุทรปราการได้กำกับการแก้ไขปัญหาขยะภายในจังหวัดและมีการบูรณาการด้านการจัดการบริหารร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน โดยบริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส จำกัด ได้ดำเนินการก่อสร้างโรงบริหารจัดการขยะมูลฝอยเพื่อเป็นพลังงานทดแทนนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าแบบครบวงจรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย 7 ส่วนหลัก คือ 1) พัฒนาบ่อฝังกลบแบบถูกหลักสุขาภิบาล สามารถรองรับขยะได้ 4,000 ตันต่อวัน 2) บริการรับเก็บขนขยะมูลฝอย ด้วยรถขนส่งขยะมาตรฐานสากล 3) โรงคัดแยกขยะ ผลิต RDF กำลังผลิต 2,400 ตันต่อวัน 4) โรงผลิตน้ำมัน ผลิต 320 ตันต่อวัน 6) โรงผลิตกระแสไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ RDF และ 7) โรงบำบัดน้ำเสียจากน้ำชะกากขยะ นอกจากนี้ยังได้รับใบอนุญาตผลิตกระแสไฟฟ้าและได้ทำการทดลองระบบโรงผลิตกระแสไฟฟ้า 9.9 เมกะวัตต์ และสามารถแปรรูปขยะชุมชนเป็นเชื้อเพลิง น้ำมันเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งโครงการฯ ดังกล่าวเป็นการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างเป็นระบบ นำกลับมาใช้ประโยชน์เป็นพลังงานทดแทนที่มิตรกับสิ่งแวดล้อม และลดผลกระทบจากปัญหาขยะจำนวนมากแก่ประชาชนในพื้นที่

วันนี้ ได้นำคณะผู้แทนจากคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและสิทธิพลเมืองแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (ACRC) ร่วมตรวจสอบมาตรการด้านการบริหารจัดการขยะของโครงการบริหารจัดการขยะชุมชนโดยวิธีเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนแบบครบวงจร ในพื้นที่บ่อขยะแพรกษาใหม่ และร่วมรับฟังความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหากรณีดังกล่าว ร่วมกับ นายเกษม สุขวารี ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผู้แทนจังหวัดสมุทรปราการ องค์การบริหารส่วนตำบลแพรกษาใหม่ และผู้แทนบริษัทผู้ประกอบการ เพื่อรับฟังสรุปและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกระบวนการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

นายรักษเกชา กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงพื้นที่ร่วมกันครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในบันทึกความเข้าใจของทั้ง 2 องค์กรที่จะหารือ แลกเปลี่ยนแนวทางการจัดการแก้ไขปัญหาเชิงประจักษ์ รวมถึงการกระชับสัมพันธภาพที่แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศ และเป็นโอกาสอันดีในการนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนตามแนวทาง “กัลยาณมิตร” คือ มุ่งเป็นองค์กรกลางในการบูรณาการประสานความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเสนอแนะทางออกอันนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความทุกข์ร้อนของประชาชนอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ซึ่งสาระสำคัญจากการลงพื้นที่ครั้งนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อประเทศสมาชิกในการปรับใช้ในการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนให้เหมาะกับบริบทของตนเอง เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพัฒนาความร่วมมือที่มีคุณูปการต่อไป

ทั้งนี้ คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและสิทธิพลเมืองแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (ACRC) ได้เดินทางมาเยือนผู้ตรวจการแผ่นดินของประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 และได้ร่วมประชุมหารือเชิงนโยบายภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีระหว่างสองหน่วยงาน หลังจากได้มีการต่ออายุบันทึกความเข้าใจระยะที่ 3 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยหารือใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ประเด็นที่ 1 การแลกเปลี่ยนข้อมูลสถิติเรื่องร้องเรียนและการดำเนินการแก้ไขปัญหาแรงงานไทยที่ลักลอบทำงานในสาธารณรัฐเกาหลีโดยผิดกฎหมาย ซึ่งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ประชุมร่วมกับ ACRC และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวและร่วมเจรจากับรัฐบาลเกาหลีใต้เพื่อขอขยายการจำกัดอายุแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในสาธารณรัฐเกาหลี และขอขยายระยะเวลาการทำงานในสาธารณรัฐเกาหลี

ซึ่งกรณีนี้ พลเอกวิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้เคยมีหนังสือกราบเรียนนานกรัฐมนตรี และเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเพื่อให้ทราบถึงการดำเนินงานของผู้ตรวจการแผ่นดินในเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งได้ให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในก ารดำเนินการต่อไปด้วย
ซึ่งกระทรวงแรงงานแห่งประเทศไทยแจ้งว่าได้วางมาตรการขยายอายุแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในสาธารณรัฐเกาหลีจากเดิมอายุไม่เกิน 39 ปี เป็น 45 ปี และ ขยายระยะเวลาการทำงานในสาธารณรัฐเกาหลี จากเดิมครั้งละ 4 ปี 10 เดือน จำนวน 2 ครั้ง เป็น ทำงานได้ครั้งละ 4 ปี 10 เดือน จำนวน 3 ครั้ง และกำชับทุกภาคส่วนเฝ้าระวังการลักลอบไปทำงานในสาธารณรัฐเกาหลีของแรงงานไทยอย่างเข้มงวดต่อไป
ประเด็นที่ 2 การประชุมหารือเชิงนโยบาย เช่น การสนับสนุนด้านการพัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในเชิงวิชาการ ทั้งในเรื่องการฝึกอบรมบุคลากรของแต่ละหน่วยงาน การแลกเปลี่ยนศึกษาดูงานและการวิจัยร่วมกัน และประเด็นที่ 3 การพัฒนาความร่วมมือภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีในอนาคต เช่น การประชาสัมพันธ์และพัฒนาช่องทางการรับเรื่องร้องเรียน โดยหน่วยงาน ACRC ได้พัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียน “E-People” ซึ่งรองรับการใช้งานด้วยภาษาไทยเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนชาวไทยที่อาศัยในประเทศเกาหลี ในขณะเดียวกันสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินไทยก็ได้พัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนผ่านเว็บไซต์สำนักงานฯ ( Internet Complaint System : ICS) ซึ่งรองรับการใช้งานภาษาเกาหลีเพื่ออำนวยความสะดวกในการร้องเรียนแก่ชาวเกาหลีที่พำนักในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันได้ประสานสมาคมเกาหลีแห่งประเทศไทย เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลและช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวผ่านเว็บไซต์ของสมาคมฯ อีกช่องทางหนึ่งด้วย นายรักษเกชา กล่าวทิ้งท้าย

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here