ความเคลื่อนไหว
ชาวบ้านชุมชนลักกี้รวมตัวขัดขวางเจ้าพนักงานบังคับคดีหลังจากพิพาทเรื่องโฉนดที่ดิน

ชาวบ้านชุมชนลักกี้รวมตัวขัดขวางเจ้าพนักงานบังคับคดีหลังจากพิพาทเรื่องโฉนดที่ดิน

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 26 ก.ค.2560 ชาวบ้านชุมชนลัคกี้ ร่วม 100 คน ได้ถือธงชาติไทย และพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชการที่ 9 ออกมารวมตัวกันบริเวณริมทางเข้าชุมชน ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท หมู่ 4 ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หลังจากทราบว่าวันนี้ จะมีทนาย และเจ้าหน้าที่คับคดี เข้ามาดำเนินการ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขับไล่ออกจากพื้นที่พิพาท โดยมี พ.ต.อ.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.อธิวัฒน์ นุชถาวร นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจกว่า 20 นาย เข้าไปดูแลรักษาความปลอดภัยท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมา เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการกระทบกระทั้งกันระหว่างทั้งสองฝ่าย
ต่อมานายสมพงศ์ ตั่นไพบูลย์ ทายความของฝ่ายโจทย์ พร้อมด้วยเจ้าพนักงานจากรมบังคับคดี ได้เดินทางมาถึง ก่อนเข้าพูดคุยกับ นายบุญญา หนูมี อายุ 50 ปี ตัวแทนชุมชนลัคกี้ เพื่อให้ชาวบ้านปฏิบัติตามหมายบังคับคดีเนื่องจากคดีนั้นได้สิ้นสุดตั้งแต่ปี 2558 แล้ว แต่ชาวบ้านก็ ยังไม่ดำเนินการตามโดยอ้างว่า คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างชั้นพิจารณาของศาลปกครอง ทั้งนี้ พ.ต.อ.วิชิต บุญชินวุฒิกุล นายดำรงค์ศักดิ์ ยอดทองดี หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรม จ.สมุทรปราการ ได้เป็นคนกลาง เข้าเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่าย และให้ยุติการรวมตัวกันก่อน โดยให้เหตุผลว่าการนำมวลชนออกมาขัดขวางไม่ใช่ทางออกที่ดี ส่วนฝ่ายโจทก์ ขอให้ยืดเวลาออกรื้นถอนออกไปก่อน จนทำให้ชาวบ้านพอใจยอมสลายกลับเข้าที่พัก
นายสมพงศ์ ตั่นไพบูลย์ ทนายความของฝ่ายโจทก์ กล่าวว่า สำหรับ คดีนี้ได้มีการฟ้องร้องกันตั้งแต่ปี 2547 จนกระทั้งคำพิพากษาถึงที่สุดในปี 2558 ซึ่งในปี 2558 ศาลได้ออก หมายบังคับคดี ก่อนที่เจ้าหน้าที่บังคับคดีจะนำหมายศาลมาติด ที่บ้านพักในชุมชนทุกหลังที่อยู่ในพื้นที่ พิพาท เพื่อให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกนอกพื้นที่พิพาท แต่ทางจำเลยก็ไม่ปฏิบัติตาม แต่กลับใช้มวลชนออกมากดดัน ขัดขวางเจ้าพนักงานบังคับคดี ไม่ให้เข้าดำเนินการรื้อถอน วันนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ได้เข้ามาดำเนินการอีก แต่ก็ยังถูกขัดขวาง เช่นเดิม ซึ่งทางเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี จะได้รายให้งานศาลให้ทราบว่าเกิดเหตุขัดขวางและไม่สามารถเข้าดำเนินการได้ ต่อไป
นายสมพงศ์ กล่าวอีกว่า ที่ดินแปลงนี้มีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่เศษ มีชาวบ้านอยู่ประมาณ 96 หลังคาเรือน ซึ่งที่ผ่านมา ชาวบ้านอ้างว่าอยู่ในพื้นที่ของประกาศกระแสพระราชดำรัส ของรัชการที่ 6 ซึ่งก่อนออกฎโฉนดศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่า ไม่ใช้ที่ดินตาม ประกาศกระแสพระราชดำรัช เนื่องจากกรมชลประธานไม่ได้จ่ายเงินค่าสินไหม ให้กับเจ้าของที่ดิน กระทั้งหลังจากศาล
ได้ตัดสินแล้วว่าที่ดินไม่ใช้ของกรมชนประธาน เจ้าพนักงานที่ดิน จึงได้ออกโฉนดให้กับผู้เจ้าของคนเดิม กระทั้งได้มีการซื้อขายและโอนให้กับเจ้าของที่คนใหม่ อย่างไรก็ตามในคดีนี้ทางผลคดีนี้ก็ยืนยันว่าที่ดินแปลงนี้ออกโดยชอบ เนื่องจากเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดโดยอาศัยคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเดิม ที่ไม่ใช้ที่ดินของกรมชนประธาน ทางเจ้าของที่จึงต้องการนำที่ดินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ ซึ่งตลอดรยะเวลาที่ผ่านมา ก็ได้มีการเจรจาให้ โอกาสกับชาวบ้านแล้ว รวมถึงชาวบ้านเองก็มีทนายจากสภาทนายความเข้ามาช่วยเหลือ อีกด้วย จนกระทั้งคดีสิ้นสุดถึง ชั้นศาลฎีกา แต่ก็ยังถูกขัดขวาง
ทางด้านนายบุญญา หนูมี อายุ 50 ปี ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า ที่เราตัวกันออกมาคัดค้านเนื่องจากเรามีเอกสารและหลักฐานว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินที่ ใช้ที่ราชพัสดุ ของกรมประทาน จู่ๆก็ได้มีผู้ถือครองซึ่งเป็นเอกชนเข้ามาขับไล่ เราจึงได้นำเรื่องนี้เข้าไปฟ้องที่ศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอนโฉนด ซึ่งขณะนี้ศาลปกครองอยู่ระหว่างพิจารณา ตนจึงอยากให้ ทางโจทก์ และเจ้าพนักงานบังคับคดี ระงับการบังคับคดีออกไปก่อน จนกว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งออกมา ทั้งนี้หากสิ้นสุดคำพิพากษาของศาลปกครองแล้ว เราก็ยินดีจะดำเนินตามคำสั่งของศาล อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราเดือดร้อนตอนนี้ เนื่องจากศาล ได้อนุญาตให้โจทก์ สามารถยื่นฟ้องเรียกค่าเสียย้อนหลังกับโจทก์ได้ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน รวมแล้วประมาณ 3 แสนบาท เมื่อจำเลยไม่ชดใช้ ทางโจทก์ ก็ได้ตามอายัดเงินของชาวบ้านและทำการยึดทรัพย์ เพื่อนำมาชดใช้ค่าเสียหายทางเราจึงอยากให้ทางโจทก์ชะลอการบังคับคดีไว้ก่อนจนกว่าศาลปกครองจะพิพากษาเรื่องเพิกถอนโฉนด

ความเห็น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

8 + 1 =