มหาลัยตงไห่ จากไต้หวัน จัดเสวนารับมือโลกที่เปลี่ยนแปลงและโอกาสอนาคตอย่างไร คุณสวี่ เซิ่งสง และ ศ.ดร.จาง กั๋วเอิน ร่วมถกซัพพลายเชนและการพัฒนาบุคลากรยุค AI เผยเมืองไทยเหมาะสุดในการลงทุน
ศูนย์การศึกษาประเทศไทย มหาวิทยาลัยตงไห่ จัดงาน “2026 Tunghai University Bangkok Forum” ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ภายใต้หัวข้อ “Standing Firm Amid Change: Industrial Strategies and Long-term Business Thinking in a Reshaping Asia” โดยเชิญ คุณสวี่ เซิ่งสง ประธานกลุ่มบริษัทคินโป-คอมพัล (Kinpo Group) และ ศ.ดร.จาง กั๋วเอิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยตงไห่ ร่วมบรรยายพิเศษ ขณะที่ คุณต่ง ซือฉี จากสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ทำหน้าที่ดำเนินการเสวนา
เวทีเสวนาครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ การพัฒนาบุคลากรในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตลอดจนโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือด้านการศึกษาและอุตสาหกรรมระหว่างไต้หวันกับไทย โดยมีนักธุรกิจไต้หวันในประเทศไทย ผู้แทนชุมชนชาวไต้หวัน ภาคธุรกิจ และแวดวงการศึกษาเข้าร่วมอย่างคับคั่ง





การเสวนาครั้งนี้จัดโดยศูนย์การศึกษาประเทศไทย มหาวิทยาลัยตงไห่ ร่วมกับสมาคมชาวไต้หวันในประเทศไทย สหพันธ์หอการค้าไต้หวันในประเทศไทย สมาคมนักธุรกิจรุ่นใหม่ไต้หวันในประเทศไทย และสำนักข่าวไทย-ไต้หวัน โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย
ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย คุณปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาลไต้หวัน ประจำสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย พร้อมภริยา คุณเฉิน ป๋อฮุ่ย, คุณต่ง ซือฉี จากสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย, ผู้แทนจากคณะบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, คุณสวี่ เซิ่งสง ประธานกลุ่มบริษัทคินโป-คอมพัล, ศ.ดร.จาง กั๋วเอิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยตงไห่, คุณหวง จ้าวสี่ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการสาธารณะ มหาวิทยาลัยตงไห่, คุณหลี่ เฉิงผู้อำนวยการหลักสูตร EMBA, คุณเซี่ย จงซุ่น ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาประเทศไทย มหาวิทยาลัยตงไห่, ศ.ดร.จาง เส้าซีรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยครุศาสตร์แห่งชาติไต้หวัน, คุณถู เถี่ยสง นายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยครุศาสตร์แห่งชาติไต้หวัน, คุณจาง หลิงฉิน ประธานสมาคมชาวไต้หวันในประเทศไทย, คุณหลิว อีฮุ่ย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักข่าวไทย-ไต้หวัน, คุณเฉิน ฮั่นชวน นายกสหพันธ์หอการค้าไต้หวันในประเทศไทย, คุณจาง เหวยปิน ประธานคณะผู้ตรวจสอบ, คุณหวง ฉี่ซั่ว นายกสมาคมนักธุรกิจรุ่นใหม่ไต้หวันในประเทศไทย, คุณโจว ข่งซวิ่น กรรมการผู้จัดการบริษัทไทยคินโป และ คุณกัว ซิ่วหมิ่น ประธานมูลนิธิการศึกษาและวัฒนธรรมชาวจีนโพ้นทะเล ตลอดจนผู้แทนภาคธุรกิจและชุมชนชาวไต้หวันอีกจำนวนมาก
ศ.ดร.จาง กั๋วเอิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยตงไห่ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลายด้านพร้อมกัน ทั้งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และการปฏิวัติด้าน AI ซึ่งส่งผลให้ทั้งภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาจำเป็นต้องทบทวนบทบาทของตนเอง
ศ.ดร.จาง กั๋วเอิน กล่าวว่า การเชิญ คุณสวี่ เซิ่งสง มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดมุมมองของภาคอุตสาหกรรมต่อการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ขณะที่มหาวิทยาลัยตงไห่ต้องการนำเสนอแนวทางการพัฒนาบุคลากรและการปรับตัวของภาคการศึกษาในยุค AI
พร้อมกันนี้ ศ.ดร.จาง กั๋วเอิน ยังกล่าวว่า มหาวิทยาลัยของไต้หวันควรเชื่อมโยงทรัพยากรด้านการศึกษากับความต้องการของนักธุรกิจไต้หวันในต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “ที่ใดมีนักธุรกิจไต้หวัน ที่นั่นต้องมีการศึกษาและการพัฒนาบุคลากร” เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในการสร้างระบบพัฒนาบุคลากรในต่างประเทศให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น
ด้าน คุณปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาลไต้หวัน ประจำสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การเสวนาครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจไต้หวันในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นความร่วมมือที่มีความหมายอย่างยิ่ง
คุณปีเตอร์ หลัน กล่าวว่า กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคม การค้า และการลงทุนของภูมิภาค จึงเหมาะสมกับการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “Standing Firm Amid Change” เพราะโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างความมั่นคงระหว่างประเทศ การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งล้วนส่งผลต่อทิศทางการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
คุณปีเตอร์ หลัน ยังเปรียบการเสวนาครั้งนี้เสมือน “ตำราพิชัยสงคราม” ที่จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้รับมุมมองและแนวคิดจากวิทยากรทั้งสอง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต
ในการบรรยายหัวข้อ “Standing Firm Amid Change” คุณสวี่ เซิ่งสง กล่าวว่า โลกธุรกิจไม่เคยหยุดนิ่ง และไม่มีองค์กรใดสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ สิ่งสำคัญคือการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คุณสวี่ เซิ่งสง กล่าวว่า นับตั้งแต่สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ การแพร่ระบาดของโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการภาษีตอบโต้ ตลอดจนการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระดับโลก ล้วนทำให้ภาคธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้เผชิญเพียงการแข่งขันด้านต้นทุนอีกต่อไป แต่ยังต้องรับมือกับความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน มาตรฐานเทคโนโลยี และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน
คุณสวี่ เซิ่งสง กล่าวว่า แนวโน้มของห่วงโซ่อุปทานโลกได้เปลี่ยนจากแนวคิด “China Plus One” ไปสู่ “China Plus N” ส่งผลให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องกระจายฐานการผลิตไปยังหลายประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น





คุณสวี่ เซิ่งสง มองว่า ในอนาคตการแข่งขันจะไม่ใช่การแข่งขันระหว่างบริษัทกับบริษัทอีกต่อไป แต่จะเป็นการแข่งขันระหว่างห่วงโซ่อุตสาหกรรม หากองค์กรไม่สามารถสร้างคุณค่าให้กับห่วงโซ่คุณค่าของตนเอง ก็อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
เมื่อกล่าวถึงการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย คุณสวี่ เซิ่งสง กล่าวว่า บริษัทไทยคินโปเริ่มตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2532 และปัจจุบันดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาแล้ว 36 ปี โดยประเทศไทยถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขยายธุรกิจไปต่างประเทศของกลุ่มคินโป
คุณสวี่ เซิ่งสง เล่าว่า ในช่วงเริ่มต้นการลงทุน ได้กำชับทีมงานชุดแรกที่เดินทางมาปฏิบัติงานในประเทศไทยว่า “ต้องประสบความสำเร็จ ห้ามล้มเหลว” เนื่องจากประเทศไทยเป็นก้าวแรกของการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก ปัจจุบันบริษัทไทยคินโปมีโรงงานหลายแห่งในประเทศไทย และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานการผลิตหลักของกลุ่มคินโปในระดับโลก
คุณสวี่ เซิ่งสง กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว ด้วยปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กฎระเบียบด้านการลงทุนที่มีความชัดเจน ความสัมพันธ์ด้านแรงงานที่สมดุล ตลอดจนข้อได้เปรียบจากการเป็นศูนย์กลางของตลาดอาเซียน และการมีเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA)
คุณสวี่ เซิ่งสง กล่าวต่อว่า อีกปัจจัยสำคัญคือความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อศักยภาพของฐานการผลิตในประเทศไทย พร้อมย้ำว่า ความสำเร็จของไทยคินโปตลอดระยะเวลากว่า 36 ปี เกิดจากการยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ความสามารถในการดำเนินงาน ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วโลก
คุณสวี่ เซิ่งสง ยังแบ่งปันหลักการบริหารองค์กร 5 ประการ ได้แก่ การสร้างนวัตกรรม การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน การรักษาความมุ่งมั่น การผลักดันให้งานบรรลุผล และการปรับตัวให้รวดเร็ว
คุณสวี่ เซิ่งสง กล่าวว่า นวัตกรรมไม่ได้หมายถึงเพียงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและแนวทางการทำงาน พร้อมย้ำว่า ในยุค AI องค์กรควรนำ AI มาประยุกต์ใช้ในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต การบริหารจัดการ ไปจนถึงการให้บริการ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรเข้าใจ AI ใช้ AI และนำ AI มาช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างแท้จริง
ต่อจากนั้น ศ.ดร.จาง กั๋วเอิน ได้บรรยายในหัวข้อการพัฒนาบุคลากรและการปรับตัวของมหาวิทยาลัยในยุค AI โดยระบุว่า ผลกระทบของ AI ต่อระบบการศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นเครื่องมือช่วยเรียนรู้ แต่กำลังเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาในระดับโครงสร้าง
ศ.ดร.จาง กั๋วเอิน กล่าวว่า ในอดีต ระบบการศึกษามุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คะแนนสอบ และคำตอบที่ถูกต้องเป็นหลัก แต่ในยุค AI ประสิทธิภาพของการเรียนรู้มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผลลัพธ์ที่ได้ ดังนั้น การประเมินผลในอนาคตจึงไม่ควรอาศัยการสอบแบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้ความสำคัญกับการทำโครงงาน การปฏิบัติภารกิจ และความสามารถในการใช้เครื่องมือ AI เพื่อแก้ปัญหาและสร้างคุณค่าได้ภายในเวลาที่กำหนด
ศ.ดร.จาง กั๋วเอิน กล่าวว่า AI ยังทำให้เส้นแบ่งระหว่างความคิดสร้างสรรค์กับการลอกเลียนแบบไม่ชัดเจนเหมือนในอดีต ส่งผลให้ภาคการศึกษาจำเป็นต้องทบทวนความหมายของการสร้างสรรค์ผลงาน ความเป็นต้นฉบับ และกระบวนการเรียนรู้เสียใหม่
ศ.ดร.จาง กั๋วเอิน มองว่า บทบาทของครูจะเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่การเป็นที่ปรึกษา ผู้แนะนำการใช้เครื่องมือ AI ผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ และผู้ปลูกฝังจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
ศ.ดร.จาง กั๋วเอิน กล่าวว่า AI จะกลายเป็นผู้ช่วยสำคัญในการเรียนรู้ของนักศึกษาในอนาคต ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงต้องพัฒนาไปสู่แนวคิด “AI Native University” หรือมหาวิทยาลัยที่ AI เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน การบริหาร การประเมินผล และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
ศ.ดร.จาง กั๋วเอิน กล่าวว่า มหาวิทยาลัยตงไห่ได้เริ่มดำเนินการในหลายด้าน ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การจัดหา AI PC และระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูง การปรับปรุงหลักสูตร การพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์ ตลอดจนการปรับรายวิชาพื้นฐาน เช่น ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และพลศึกษา เพื่อให้ AI ไม่ใช่เครื่องมือเฉพาะสำหรับนักศึกษาสายวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ แต่เป็นทักษะพื้นฐานที่นักศึกษาทุกสาขาวิชาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้
ภายหลังการบรรยายพิเศษ คุณต่ง ซือฉี จากสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ได้ดำเนินการเสวนาร่วมกับวิทยากรทั้งสอง โดยกล่าวว่า คุณสวี่ เซิ่งสง เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมของไต้หวันจากยุคโลกาภิวัตน์สู่ยุคสากล ขณะที่ ศ.ดร.จาง กั๋วเอิน อุทิศตนให้กับการพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษา การเรียนรู้ดิจิทัล และการปฏิรูปการศึกษาด้าน AI มาอย่างต่อเนื่อง

คุณต่ง ซือฉี กล่าวว่า แม้วิทยากรทั้งสองจะมาจากคนละภาคส่วน แต่ต่างสะท้อนประเด็นสำคัญเดียวกัน คือ “คน” เพราะภาคธุรกิจต้องการบุคลากรที่สามารถประเมินความเสี่ยง วางกลยุทธ์ และสร้างความเชื่อมั่น ขณะที่มหาวิทยาลัยต้องสร้างคนรุ่นใหม่ที่รู้จักตั้งคำถาม ทำงานร่วมกับผู้อื่น ใช้เทคโนโลยีเป็น และมีความรับผิดชอบต่อสังคม
คุณต่ง ซือฉี กล่าวว่า การเสวนาครั้งนี้มุ่งเน้น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การรับมือกับความเสี่ยงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก บทบาทของประเทศไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก และความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจกับมหาวิทยาลัยในการพัฒนาบุคลากรสำหรับยุค AI
เมื่อถูกถามถึงแนวทางการสร้างผู้นำที่สามารถรับมือกับความไม่แน่นอน คุณสวี่ เซิ่งสง กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นบุคคล องค์กร หรือแม้แต่ประเทศ ล้วนไม่สามารถหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้ เพราะสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ สังคม เทคโนโลยี และตลาด ล้วนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
คุณสวี่ เซิ่งสง กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดขององค์กรคือ “คน” หากสามารถสร้างทีมงานที่มีประสบการณ์ มีความสำคัญถึงแม้ AI จะมีบทบาท
